หมูยักษ์(แฝด)

Saturday, May 27, 2006

Resurrection



หายหน้าไปนานจาก blog เนื่องจากภาระการเรียนและครอบครัว (ฮาฮา) เทอมที่แล้วเป็นเทอมที่ค่อนข้างหนักอีกเทอมหนึ่ง เพราะทั้งต้องเตรียมตัวสำหรับการสอบ prelim ว่าจะเตรียมตัวล่วงหน้านานๆ แต่แล้วก็ได้เตรียมตัวล่วงหน้าแค่เดือนเดียว ไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไรบ้าง (กำลังรอผลอยู่)สำหรับการเรียนเมื่อเทอมที่แล้วก็สนุกดี โดยเฉพาะการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์มหภาค ซึ่งแต่เดิมแล้วโรงเรียนของผมไม่ค่อยเน้นสักเท่าไหร่ แต่เมื่อเทอมที่แล้วพึ่งได้อาจารย์หนุ่มหล่อจบใหม่มาจากมินิโซต้า ทำให้การเรียนมีสีสันมากขึ้น เพราะต้องทำความเข้าใจกับเนื้อหาทางคณิตศาสตร์และภาษาคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม อีกทั้งต้องปรับตัวรับข้อสอบของคนจบใหม่ซึ่งมักจะยากกว่าปกติ

ต่างจากวิชาเศรษฐมิติซึ่งคุณปู่สมิด(Peter Schmidt) แกอายุเกือบหกสิบแล้ว แกสอนวิชานี้ดูเป็นระบบและเข้าใจง่าย ส่วนข้อสอบก็มีสามระดับยาก กลาง ง่าย เนื่องจากความชราภาพของคุณปู่ แกมักจะบรรยายด้วยเสียงค่อนข้างเบา แต่จะดังเกินปกติเมื่อแกเล่าเรื่องโจ๊ก ซึ่งหลายเนื่องทราบมาว่าเป็นมุขที่แกใช้ในเกือบทุกปี เช่น ชื่อคนไทยที่ยาวและจำยากพอๆกับ Heteroskedasticity นอกจากนี้แกก็ชอบเล่าเรื่องนักเศรษฐมิติคนต่างๆที่แกรู้จักให้ฟัง สนุกดีครับ

วกกลับมาเรื่องเมืองไทยเสียหน่อย เห็นบรรยากาศทางการเมืองตอนนี้แล้วรู้สึกเหนื่อย บางครั้งก็รู้สึกกังวล (สงสัยคงเริ่มมีอาการคล้ายคุณปิ่น) บางวันไม่อยากเข้าไปเช็คข่าวทางเมืองไทยเลย เบื่อพวกนักการเมืองโกงชาติทั้งหลาย ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาเหล่านั้นยังทำร้ายประเทศบ้านเกิดเมืองนอนได้อย่างไม่หยุดหย่อน ไม่รู้ว่าทางออกของปัญหานี้จะจบลงตรงไหน เป็นกำลังใจให้เพื่อน พี่ๆ ที่กำลังช่วยกันรักษาบ้านเมืองของเรา

"A hundred times every day I remind myself that my inner and outer life are based on the labors of other men, living and dead, and that I must exert myself in order to give in the same measure as I have received and am still receiving... " The World As I See It (1931) by Albert Einstein.

Wednesday, September 21, 2005

กิจกรรมนอกห้องเรียน

นอกจากเรียนหนังสือแล้ว ที่นี่มีกิจกรรมให้ทำค่อนข้างเยอะ เนื่องจากวิทยาเขต(campus) ที่อยู่ค่อนข้างใหญ่ และคงเหมือนกับมหาวิทยาลัยอื่นๆในอเมริกาที่มักมีกิจกรรมและชีวิตชีวาที่ต่างจากวิทยาเขตรังสิตที่จากมา

มหาวิทยาลัยที่เราทั้งสองอยู่ค่อนข้างใหญ่ และเป็นหนึ่งในหลายๆ มหาวิทยาลัยที่เด่นดังเรื่องกีฬา กีฬาที่ขึ้นชื่อก็คงเป็นฟุตบอล และบาสเกตบอล (เคยได้แชมป์ NCAA สมัยเมจิก จอห์นสัน ในทศวรรษ 1970 จนกระทั่งมหาวิทยาลัยสร้างอนุสาวรีย์ให้ที่หน้าสนามบาส (พึ่งรู้วันที่ไปจ๊อกกิ้งแล้วเผอิญผ่าน) การวิ่งจ๊อกกิ้งก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่คนที่นี่ชื่นชอบ โดยเฉพาะเวลาอากาศร้อน ผมชอบที่จะไปวิ่งตอนเช้าๆ โดยเฉพาะวันเสาร์ที่ไม่มีเรียน ทำให้ได้สัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมการดูกีฬาของคนที่นี่ คนที่มาเรียนและศิษย์เก่าที่นี่มักเป็นคนในรัฐมิชิแกน ในวันเสาร์ที่มีเกมฟุตบอลนัดเหย้า แต่ละคนจะเดินทางมาแต่เช้า(บางคนมานอนในรถลากตั้งแต่วันก่อนแข่ง) เพื่อจับจองที่กางเต๊นท์ สำหรับการนั่งสังสรรค์ดื่มกินกันก่อนแข่ง และจะคึกคักมากเวลาใกล้แข่ง อย่างไรก็ตาม แม้บางจุดจะอนุญาตให้ดื่มเครื่องดื่มมึนเมาได้ แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ของวิทยาเขตเป็นเขตห้ามดื่ม (กฏหมายที่นี่ห้ามเปิดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในที่สาธารณะด้วย ไม่รู้ว่าบังคับกันจริงจังขนาดไหน) และในวันแข่งทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยคนใส่เสื้อเขียวซึ่งเป็นสีมหาวิทยาลัย(หากออกจากบ้านแล้วลืมใส่เลื้อเขียวจะเหมือนคนประหลาด) เมื่อถึงเวลาแข่ง คนที่ไม่ได้เข้าไปชมก็มักจะเฝ้าหน้าจอดูการแข่ง

และนั่นก็เป็นกิจกรรมนอกห้องเรียนอันแรกที่เราสองคนชื่นชอบ สองนัดแรกของฤดูกาลนี้ทีมสปาร์ตัน (เป็นชื่อเล่นของมหาวิทยาลัย) เจอกับทีมนอกบิกเทน ทำให้การแข่งขันไม่ค่อยสูสีและไม่มันเท่าใดนัก นัดที่ผ่านมาได้เจอกับ (ผู้เขียน-แก้ไข) นอร์ทเทอร์ แดม (ซึ่งเป็นทีมคู่รักคู่แค้นในด้านฟุตบอล) ในครึ่งแรกเกมค่อนข้างสู่สีผลัดกันทำคะแนน แต่ในช่วงแรกของครึ่งหลังสปาร์ตันทำคะแนนทิ้งห่างจากความผิดพลาดของ ND นำไป 3 ทัชดาวน์ แต่อยู่ดีๆ สปาร์ตั้นก็เกิดช็อตและถูกนำไปได้ สุดท้ายคะแนนมาเสมอกัน ทำให้ต้องต่อเวลา การต่อเวลาของฟุตบอลมหาวิทยาลัยต่างจาก NFL คือจะคล้ายการยิงถูกโทษ โดยให้สลับกันบุกจากเส้น 25 จนกว่าจะมีใครทำคะแนนได้มากกว่า ในครั้งนี้สปาร์ตั้นป้องกันก่อนและทำสำเร็จ และกลับมาบุกทำทัชดาวน์ได้ เลยชนะได้อย่างหวุดหวิด ทำให้อันดับขึ้นไปอยู่อันดับ 17 (แต่ไม่รู้ว่าเขาจัดอันดับกันอย่างไร คงต้องไปศึกษาก่อน)

กิจกรรมอีกอันหนึ่งที่ตอนนี้เราทั้งสองกำลังสนใจ คือการชมดนตรีและละคร เนื่องจากที่นี้มีคณะดนตรีทำให้ทั้งปีมีการแสดงดนตรีหมุนเวียนเกือบทั้งปี ทั้งฟรีและเสียตังค์ วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ไปชม symphony ของนักศึกษา (ฟรี) ที่ศูนย์การแสดง หอประชุมที่จัดการแสดงเล็กกว่าหอใหญ่ของเราเล็กน้อย แต่ก็ดูหรูหราโอ่โถงดี กิจกรรมดังกล่าวสร้างความบันเทิงให้เราอย่างไม่เสียสตางค์ (แม้ว่าจะมีต้นทุนค่าเสียโอกาสในการอ่านหนังสือบ้าง เพราะ"โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี") นอกจากนี้ที่ศูนย์การแสดงจะมีการแสดง(ที่ต้องเสียตังค์ไปดู)ตลอดทั้งปี รวมทั้งละคร Broadway อันโด่งดัง ก็มาเปิดการแสดงที่นี่ด้วย ทำให้นักศึกษาได้รับผลบุญในการชมละครดีราคาถูก วันนี้เราสองคนและเพื่อนบ้างจึงไปซื้อตัวดูละคร Broadway กับเขาบ้าง เรื่อง "Hairspary" ซึ่งเขาว่ากันว่าตื่นตาตื่นใจ และได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย ซึ่งหากไปดูที่ NY ก็เประมาณ 100 ดอลลาร์ซึ่งคงต้องเก็บตังค์อดข้าวหลายมื้อเพื่อไปดู แต่ที่นี่ราคานักศึกษาเพียง 25 ดอลลาร์เท่านั้น

วันนี้แค่นี้ก่อนนะครับ ขอให้ทุกท่านโชคดี

Sunday, September 11, 2005

เปิดตัวบล็อกผัวเมีย

นานมาแล้วที่พี่ชายคนหนึ่งของผมเรียกร้องให้เขียนบล็อกผมก็ผลัดผ่อนเขามาเรื่อยบอกว่า การเขียนบล็อกเป็นงานอดิเรกของพวกว่างานที่อยู่เมืองนอก เวลาที่อยู่เมืองไทย(ซึ่งค่อนข้างยุ่งเพราะเอาเวลาไปนินทาและเม้าท์ชาวบ้านหมด) ก็ไม่มีเวลาว่างมาเขียน (ข้อพิสูจน์นี้เห็นได้จาก blogger ท่านหนึ่งที่กลับเมืองไทยและไม่เคยเขียนบล็อกเลย) ตอนนี้ผมและเมียได้เดินทางมาตกระกำลำบากที่ต่างบ้านต่างเมืองและไม่มีอะไรทำอย่างที่เขาคนนั้นเป็นอยู่เสมอเวลาอยู่เมืองนอก จึงเลยคิดว่าจะเขียนบล็อกกับเขาบ้าง

เหตุผลที่สองคือ ตอนนี้ผมไม่ต้อง "ทำการบ้าน" หนักเหมือนเมื่อก่อนแล้ว จึงมีเวลาว่างมากขึ้น

เหตุผลที่สามคือ ตอนนี้ผมเมา (หลังจากดื่มเบียร์รสชาติเบาบางของที่นี่ ซึ่งดีกรีคงน้อยกกว่าที่บ้านเรามาก) จึงเริ่มมาสร้างบล๊อกของตัวเองบ้าง (บล๊อกนี้ผมจะใช้ร่วมกับเมียของผม แล้วลองทายกันเองว่าวันไหนใครเขียนแล้วกัน)

วันนี้ผมเดินทางมาต่างบ้านต่างเมืองได้สามอาทิตย์พอดี ทุกอย่างเริ่มลงตัวหลังจากซื้อของทุกอย่างเข้าบ้านหมดแล้ว และชีวิตก็ค่อนข้างสบายเหมือนอยู่บ้าน เสาร์นี้เป็นเสาร์ที่ผมและเมียอยู่บ้านกันอย่างสบายใจและขี้เกียจอ่านหนังสือ การบ้านที่อาจารย์ให้ทำก็ยังไม่ได้ทำ ก็เลยชักชวน คู่สามีภรรยาที่เดินทางมาจากเมืองไทยด้วยกันมาตั้ง "Study group" ยามค่ำคืนที่บ้าน โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือ "Budweiser" ซึ่งกล่องนี้ผมซื้อมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อนที่มีงานปาร์ตี้เด็กสวน แต่ไม่ได้ดื่มสักเท่าไหร่

การซื้อเหล้าเบียร์ที่นี่ค่อนข้างจะแตกต่างจากเมืองสยามของเราที่ใครก็สามารถเดินไปซื้อหากันได้ แต่ที่นี่ต้องแสดงบัตรว่าอายุเกิน 21 ปีแล้ว (พี่ชายของผมที่เดินทางไปท่องเที่ยว D.C. เมื่อไม่กี่เดือนเคยไปเถียงกับคนขายเหล้าเกี่ยวกับการดื่มเหล้ามาแล้ว เพราะเขาไม่มีบัตรที่แสดงอายุเป็นปี ค.ศ. แต่กลับแสดงบัตรประชาชานไทยที่เป็นปี พ.ศ. แถมอธิบายให้คนขายลบปีดังกล่าวด้วย 543 แต่เถียงไม่สำเร็จ เหมือนหลายครั้งที่เขาชอบทำ) การไปซื้อเบียร์ครั้งแรกของผมจึงจำเป็นต้องถือพาสปอร์ตไป เหมือนตอนเดินทางเข้าเมืองครั้งที่ผ่านมา (ตอนนี้ผมไปทำบัตรประชาชนของรัฐแล้ว เพื่อครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องพกพาสปอร์ตไปอีก) อ้อ ตอนที่ผมไปซื้อเบียร์ที่นี่ เป็นซุปเปอร์มาร์เกตแถวบ้าน แต่มีเบียร์เยอะเหลือเกิน ก่อนมานี่หลายคนก็เตือนว่าเบียร์ที่นี่จืดเหมือนน้ำแลไม่ค่อยเมาเท่าไหร่ แต่สุดท้ายผมก็ลองตัดสินใจเลือก "Budweiser" ลองดื่มมันดู ผมกับเพื่อนบ้านดื่มไปครึ่งโหลก็ยังไม่เมาเลยครับ ยังพอที่จะเริ่มต้นเขียนบล๊อกได้ และท่านทั้งหลายจึงได้อ่าน blog อันนี้

หวังว่าท่านทั้งหลายคงได้อ่านข้อเขียนอื่นๆของผมอีก (สัญญาว่าจะเขียนมากกว่า November Seabreeze )

ข้อเขียนแรกขออุทิศให้พี่ชายของผม

ไปทำการบ้านก่อนแล้ว พบกันใหม่นะครับ